ตำบลลำปำเป็นตำบลที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การสร้างเมืองพัทลุง กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าได้มีการตั้งตัวเป็นอิสระอยู่หลายชุมนุมทางหัวเมืองแหลมมลายูหรือบริเวณภาคใต้ในปัจจุบัน พระปลัดหนูผู้รักษาราชการเมืองนครศรีธรรมราชได้ตังชุมนุมเจ้านครขึ้นปกครองหัวเมืองแหลมมลายู เจ้านคร (หนู) ได้ส่งหลานชายมาปกครองเมืองพัทลุง โดยตั้งเมืองที่ท่าเสด็จ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ปกครองเมืองอยู่สองปีก็ถึงแก่อนิจกรรม เจ้านคร (หนู) ให้เจ้าพระยาพิมลขันธ์ สามีท้าวเทพกษัตริย์ตรี เมืองถลางมาเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งเมืองที่บริเวณด่านมะพร้าว ปัจจุบันคือ บ้านพญาขัน อำเภอเมือง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จมาตีเมืองนครศรีธรรมราชได้ พระยาพิมลขันธ์ได้หนีไปกับเจ้านคร (หนู) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้านราสุริยวงศ์ ผู้ป็นพระญาติไปปกครองเมืองนครศรีธรรมราช และให้ดูแลหัวเมืองมลายูแทนราชธานีที่เมืองพัทลุง โปรดกล้าฯ ให้นายจันทรมหาดเล็ก มาว่าราชการตั้งเมืองที่บ้านม่วง นายจันทรว่าราชการอยู่สามปีก็ถูกถอดออก และได้โปรดเกล้าฯ ให้นายขุน (ตระกูล ณ พัทลุง) บุตรพระยาราชบังสัน (ตะตา) เป็นแทน ตั้งเมืองที่บ้านโคกลุง (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลลำปำ อำเภอเมือง) ชาวเมืองเรียกกันว่า พระยาพัทลุงคางเหล็ก เมื่อถึงแก่อนิจกรรมก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระศรีไกรลาสจากราชธานีมาแทน ตั้งเมืองที่ศาลาโต๊ะวัก ตำบลลำปำ เจ้าเมืองคนนี้ถูกถอกอีกคนหนึ่งทางกรุงเทพฯ ได้ให้ หลวงนายศักดิ์ (ทองขาว) นายเวรมหาดเล็ก บุตรพระยาพัทลุงคางเหล็กมาเป็นเจ้าเมือง เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๔ ตั้งเมืองที่ฝั่งเหนือคลองลำปำ โดยมีเชื้อสายของตระกูล ณ พัทลุง ซึ่งเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาอิสลามมานับถือศาสนาพุทธ และมีอำนาจสืบต่อยาวนานเกือบร้อยปี โดยมีเชื้อสายตระกูล ณ นคร เข้ามาปกครองในช่วงสั้น ๆ
            ในสมัยพระยาพัทลุง (ทองขาว) เมืองพัทลุงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับหัวเมืองประเทศราชมลายูมากขึ้น หลังจากเมืองถลางเมืองหน้าด่านทางชายฝั่งตะวันตกถูกพม่าโจมตีเสียหายในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ แล้วทำให้ ทางกรุงเทพฯต้องให้เมืองใหญ่อย่างนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง ทำหน้าที่รักษาเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันตกไว้ เพื่อป้องกันการโจมตีจากพม่า โดยให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชรักษาเมืองตรังที่ปากน้ำเมืองตรัง เมืองปากน้ำสตูลและละงู ส่วนเมืองพัทลุงให้รักษาปากน้ำปะเหลียน ในกรณีที่ข้าศึกเข้ามาโจมตีจะได้ช่วยกัน ตีโอบขนาบพร้อมกันทั้งสามด้าน แต่ปรากฏว่าสงครามกับพม่าน้อยลงกลับมีปัญหาหัวเมืองประเทศราชมลายูมากกว่าในปี พ.ศ. ๒๓๕๖ กลุ่มผู้ปกครองเมืองไทรบุรีทะเลาะวิวาทกันเอง ทางกรุงเทพฯ ได้สั่งให้เจ้าพระยาพัทลุง (ทองขาว) ออกไประงับเหตุ เมื่อพระยาพัทลุง (ทองขาว) ถึงแก่อนิจกรรม ในปี พ.ศ. ๒๓๖๐ ทางกรุงเทพฯ ได้แต่งตั้งคนในตระกูล ณ พัทลุง มาเป็นเจ้าเมืองพัทลุงอีกคนคือ นายพลพาย (เผือก) นายเวรมหาดเล็ก น้องชายพระยาพัทลุงคางเหล็กมาเป็นพระยาพัทลุง และเลื่อนหลวงยกกระบัตร (จุ้ย) บุตรพระยาสุรินทราชา (จันทร์) ต้นตระกูลจันทรโรจน์วงศ์ เป็นปลัดเมือง มีอำนาจรองลงมาจากเจ้าเมือง
            ในห้วงเวลาที่พระยาพัทลุง (เผือก) เป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๖๐ – ๒๓๖๙ ทางเมืองนครศรีธรรมราชมีเจ้าพระยานคร (น้อย) ตระกูล ณ นคร เป็นเจ้าเมือง ในปี พ.ศ. ๒๓๖๕ มีข่าวลือว่าพม่าจะยกกองทัพมาตีไทย ประกอบกับในขณะนั้นไทยผนวกหัวเมืองไทรบุรีได้อีก และอังกฤษก็กำลังขยายอิทธิพลเข้ามาในหัวเมืองประเทศราชมลายูของไทยด้วย เจ้าพระยามหานคร (น้อย) ได้รับมอบหมายจากทางกรุงเทพฯ ให้กำลังส่วนใหญ่ในหัวเมืองมลายู ได้แก่ เมืองพัทลุง ไชยา ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ในปี พ.ศ. ๒๓๖๖ ให้เกณฑ์ชาวเมืองพัทลุงมาช่วยเจ้าพระยานคร (น้อย)
ต่อเรือที่เมืองตรังด้วยเพื่อขยายอำนาจลงไปในหัวเมืองประเทศราชมลายู ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ทางกรุงเทพฯ ได้เรียกพระยาพัทลุง (เผือก) เข้าไปรับราชการที่กรุงเทพฯ แล้วแต่งตั้ง พระเสน่หามนตรี (น้อยใหญ่) บุตรชายคนโตเจ้าพระยานคร (น้อย) มาเป็นเจ้าเมืองพัทลุงแทน
            - สมัยตระกูล ณ นคร ในสมัยพระเสน่หามนตรี (น้อยใหญ่ ณ นคร) ปกครองเมืองพัทลุงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๙ – ๒๓๘๒ คงตั้งที่ว่าราชการเมืองที่ตำบลลำปำเดิม เมืองพัทลุงต้องตกอยู่ในฐานะเมืองบริวารของเมืองนครศรีธรรมราช
            - สมัยตระกูล ณ พัทลุง กับ จันทรโรจวงศ์ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๘๒ – ๒๔๓๙ มีการย้ายที่ตั้งที่ว่าการเมืองถึง ๓ แห่ง แห่งแรกอยู่บริเวณที่เรียกว่า วังเก่า ในสมัยพระยาพัทลุง (จุ้ย) และพระยาพัทลุง (น้อย) ที่มาจากต้นตระกูลจันทโรจวงศ์ แห่งที่สองเรียนว่า วังกลาง ในสมัยพระยาพัทลุง (ทับ) แห่งตระกูล ณ พัทลุง และแห่งสุดท้ายคือบริเวณที่เรียกว่า วังใหม่ ในสมัยพระยาพัทลุง (เนตร) ซึ่งบิดาเป็นตระกูลจันทโรจวงศ์ มารดาเป็นตระกูล ณ พัทลุง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
            ในช่วงนี้เมืองพัทลุงมีผู้นำที่มีความสำคัญในการสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับบ้านเมืองหลายท่าน อาทิ พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) พระยาวิชิตเสนา (ทองขาว) พระยาอภัยบริรักษ์ (จุ้ย จันทโรจวงศ์) ส่วนประชาชนชาวเมืองพัทลุงก็ได้มีบทบาทในการ่วมมือกับผู้นำต่อสู้ป้องกันเอกราชของชาติมาหลายครั้ง เช่น เมื่อสงครามเก้าทัพ (พ.ศ. ๒๓๒๘ – ๒๓๒๙) พม่าจัดกองทัพใหญ่ ๙ ทัพ ๑ ใน ๙ ทัพ มีเกงหวุ่นแมงยีเป็นแม่ทัพยกลงมาตีทางใต้ ตีได้เมืองกระบุรี ระนอง ชุมพร ไชยา และนครศรีธรรมราชตามลำดับ ขณะที่กำจัดไพร่พลอยู่ที่นครศรีธรรมราชเพื่อจะยกมาตีเมืองพัทลุงและสงขลานั้น พระยาพัทลุงโดยความร่วมมือจากพระยามหาช่วยแห่งวัดป่าลิไลยก์ได้รวบรวมชาวเมืองพัทลุงประมาณ ๑,๐๐๐ คน ยกออกไปขัดตาทัพที่คลองท่าเสม็ด จนกระทั่งทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ ๑ ทรงยกกองทัพมาช่วยหัวเมืองปักษ์ใต้ตีทัพพม่าแตกหนีไป พระมหาช่วยได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ลาสิกขาแล้วแต่งตั้งเป็นพระยาทุกขราษฎร์ช่วยราชการเมืองพัทลุง
            นอกจากสงครามกับพม่าแล้วชาวเมืองพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติในหัวเมืองภาคใต้ เพราะปรากฏอยู่เสมอว่าทางเมืองหลวงได้มีคำสั่งให้เกณฑ์ชาวพัทลุงพร้อมด้วยเสบียงอาหารไปทำสงครามปราบปรามกบฏในหัวเมืองมลายู เช่น กบฏไทรบุรี พ.ศ. ๒๓๗๓ และ พ.ศ. ๒๓๘๑ ซึ่งบทบาทดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองพัทลุงทางด้านการเมืองการปกครองในอดีตเป็นอย่างดี
สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงมาแล้ว ได้แก่
            โคกเมืองแก้ว ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน
            บ้านควนแร่ ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๑ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง
            เขาชัยบุรี (เขาเมือง) ปัจจุบันคือตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง
            ท่าเสม็ด ปัจจุบันคือตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
            เมืองพระรถ ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๑ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง
            บ้านควนมะพร้าว ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๒ ตำบลพญาขัน อำเภอเมืองพัทลุง
            บ้านม่วง ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๒ ตำบลพญาขัน อำเภอเมืองพัทลุง
            บ้านโคกลุง ปัจจุบันคือ หมู่ที่ ๔ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง
            เห็นได้ว่าตำบลลำปำเคยเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุง และมีบุคคลที่มีบทบาทในการทำศึกสงครามหลายท่าน นอกจากด้านการเมืองการปกครองแล้ว สิ่งที่น่าสนในอีกประการหนึ่งคือ ด้านศาสนสถานซึ่งเกิดขึ้นคู่กับ การตั้งเมือง ลำปำที่เป็นที่ตั้งเมืองก็ได้มีการสร้างศาสนสถานขึ้นหลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีความสำคัญแตกต่างกันไปตามบริบทของสังคม