Eการป้องกันโรคคางทูม D ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนรวม ป้องกันโรคหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ควรดำเนินมาตรการด้านสุขอนามัยส่วนบุคคลควบคู่กันได้แก่
R สวมหน้ากากอนามัย
R ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
R หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
Eในประเทศไทย การป้องกันโรคคางทูมดำเนินการโดยใช้วัคซีนรวมชนิด MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ซึ่งบรรจุเชื้อไวรัสคางทูมสายพันธุ์ Jeryl Lynn เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนรวมชนิดอื่น ได้แก่ MMRV ซึ่งเพิ่มการป้องกันโรคอีสุกอีใส (varicella) อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวจัดเป็นวัคซีนทางเลือกและยังไม่ได้บรรจุอยู่ในโปรแกรมหลักของแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทั้งนี้ไม่มีการใช้วัคซีนป้องกันโรคคางทูมชนิดเดี่ยวในประเทศไทย
Eเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูมให้ครบ 2 เข็ม ทั้งนี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคคางทูม ได้แก่
Eเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันโรคคางทูมไม่ครบ 2 เข็มหรือจำประวัติการได้รับวัคซีนไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2528–2551 ซึ่งอาจยังไม่ได้รับวัคซีนครบถ้วนตามเกณฑ์ของแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมาย ดังต่อไปนี้
R วัยเรียนมหาวิทยาลัยช่วงปริญญาตรี
R บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข
R ผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดโรคคางทูม
R หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างตั้งครรภ์
R ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสโรคในชุมชนช่วงการระบาด
Eสำหรับผู้ใหญ่ การได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) สามารถจัดหาวัคซีนได้โดยมีค่าใช้จ่ายโดยติดต่อขอรับบริการที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน
Eสำหรับเด็ก วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด–คางทูม–หัดเยอรมัน (MMR) อยู่ภายใต้สิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ครอบคลุมตามเกณฑ์อายุที่กำหนด (ไม่เกิน 7 ปี)
